กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า แต่งขึ้นโดย พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นกวีคนสำคัญในสมัย พระบาทสมเด็ดพระมงกุฎเกล้า และ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาอุปกิตศิลปสาร เป็นผู้เสนอให้ใช้คำทักทายกันว่า สวัสดี ซึ่งใช้กันจนกระทั่งทุกวันนี้

ประวัติของผู้แต่ง กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

พระยาอุปกิตศิลปสาร มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทย ภาษาบาลี และวรรณคดีโบราณ นามแฝงของท่านที่รู้จักกันดีคือ อ.น.ก. อนึก คำชูชีพ อุนิกา สามเณรนิ่ม และนายนิ่ม ผลงานทางด้านภาษาและวรรณคดีไทยที่สำคัญได้แก่ สยามไวยากรณ์ เป็นตำราวัยากรณ์ไทย 4 เล่ม มีอัครวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์ สงครามภารคำกลอน ชุมนุมนิพนธ์ อ.น.ก. คำประพันธ์บางเรื่อง คำประพันธ์โคลงสลับกาพย์ บทกลอนและ ปาฐกถาต่างๆ เกี่ยวกับวรรณคดีละการใช้ภาษา

ที่มาของเรื่องกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

เป็นงานประพันธ์ที่รวมอยู่ในหนังสือคำประพันธ์บางเรื่อง ซึ่งเป็นหนังสือรวมคำประพันธ์หลายชนิดของ พระยาอุปกิตศิลปสาร บทกลอนเรื่องนี้ มีที่มาจากกวีนิพนธ์เรื่อง Elegy Written in a Country Churchyard ของ ทอมัส เกรย์ (Thomas Gray) กวีชาวอังกฤษ ผู้มีชีวิตช่วงกลางศริสต์ศตวรรษที่ 18 กวีนิพนธ์บทนี้ เขียนขึ้นที่สุสานเก่าแก่ที่เมือง สโตกโปจส์ (Stoke Poges) ในมณฑลบังกิงแฮมเชอร์ (Buckinghamshire) เมื่อประมาณ พ.ศ. 2285 หลังจากมรณกรรมของญาติใกล้ชิด และเพื่อนรักของเกรย์ ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน กวีนิพนธ์ประเภท Elegy (บทร้อยกรองกำสรด) ของเกรย์ เป็นบทร้อยกรองที่มีเชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของอังกฤษ

พระยาอุปกิตศิลปสาร ประพันธ์กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า จากต้นฉบับแปลของ เสฐียรโกเศศ โดยแต่งเป็นกลอนดอกสร้อย จำนวน 33 บท เพิ่มจากบทประพันธ์ภาษาอังกฤษหนึ่งบท และมีนาคำประทีบ เ็นผู้เรียบเรียงในส่วนของกถามุข ซึ่งพระยาอุปกิตศิลปสารได้แต่งดัดแปลงให้เข้ากับธรรมเนียมไทย นับเป็นลักษณะเด่นประการหนึ่งของการประพันธ์วรรณคดีในรัชกาลที่ 6-7 ที่มักจะนำบทวรรณคดีตะวันตกมาแปลและดัดแปลงให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและรสนิยมของคนไทย

เนื้อหาของกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

วังเอ๋ยวังเวง

หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน

ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากา

ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน

ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกับ

ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน

ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล

และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย

 

ถอดคำประพันธ์

เมื่อเวลาใกล้ค่ำชาวนาก็พาฝูงวัวควาย  กับบ้านพร้อมกับความเหนื่อยล้า  ปล่อยให้ท้องทุ่งมีแต่ความว่างเปล่า

ยามเอ๋ยยามนี้

ปถพีมืดมัวทั่วสถาน

อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล

สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง

มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง

เรไรหริ่งร้องขรมระงมเสียง

คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะเพียง

รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย

 

ถอดคำประพันธ์

            เมื่อความมืดเข้ามาปกคุมไปทั่ว  อากาศก็เริ่มเย็นลง  มีแต่เสียงแมลงที่ส่งเสียงร้องไปทั่วสลับกับเสียงเกราะที่ห้อยวัว  ควาย  ภายในคอกดังเป็นระยะ

นกเอ๋ยนกแสก

จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ

อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์

มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา

เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ผันให้ดู

คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา

ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา

ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมันเอย

ถอดคำประพันธ์

       นกแสกส่งเสียงร้องอย่างน่ากลัว  มันเกาะอยู่ยอดหอระฆัง  นกแสกเหมือนเป็นผู้อารักขาสุสาน (ซ่องพัก =  เชิงตะกอน  ในที่นี้  หมายถึง  ที่พักที่สุดท้ายในชีวิต)  เป็นที่เฉพาะของคนตาย  ที่ทำให้นกแสกมีความสุข

 

ต้นเอ๋ยต้นไทร

สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า

และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา

มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป

ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้

ดุษณีนอนราย  ณ  ภายใต้

แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ

เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวันเอย

 

ถอดคำประพันธ์

ต้นไทรที่มีรากย้อยห้อยลงมา  ต้นโพธิ์ที่อยู่ใกล้กันนั้น  ด้านล่างล้วนเป็นที่ฝังศพของผู้คนที่ตายไป  ซึ่งเราเองก็ใกล้เข้าไปทุกวัน

สาระสำคัญของกลอนดอกสร้อย

ผู้ต้องการความวิเวกคนหนึ่ง  ได้เข้าไปนั่งในที่สงบในวัดชนบท  ในเวลาเย็นใกล้ค่ำ  เมื่อได้ยินเสียงระฆังย่ำ  บอกเวลาได้เห็นฝูงวัวควายและชาวนาพากันเดินกลับบ้าน  เมื่อสิ้นแสงตะวันได้ยินเสียงจังหรีดเรไร  เสียงเกราะในคอกสัตว์  นกแสกที่จับอยู่บนหอระฆังก็ส่งเสียงร้อง  ณ  บริเวณใต้ต้นโพธิ์  ต้นไทร  มีหลุมฝังศพอยู่มากมาย  ความเงียบสงบและความวิเวกก่อให้เกิดความรู้สึกลึกซึ้ง  ท่านผู้นั้นจึงรำพึงรำพันออกมาเป้นบทกวีว่า  ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมมีจุดจบ  คือความตายเหมือนกัน

Veradet.com
Logo
Shopping cart